ทบทวนภาพรวมปี 2025: การเปลี่ยนขั้วการเมืองและความตึงเครียดทางการค้าเขย่าตลาดโลก 

ปี 2025 เป็นปีที่ตลาดการเงินผันผวนสูงและโครงสร้างแรงขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากการผสมผสานของ การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแรงกดดันเงินเฟ้อ, และ ความสัมพันธ์ทางการค้าโลกที่กำลังปรับตัว การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 มกราคม ซึ่งเริ่มต้นด้วยการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของ Donald Trump ได้เปิดฉากนโยบายชุดใหม่ที่ส่งแรงสะเทือนไปยังตลาดการเงินทั่วโลก 

ตลอดทั้งปี หุ้นโลกเผชิญความผันผวนเป็นระยะ โดยดัชนีหุ้นสหรัฐปรับขึ้นแรงในช่วงต้นปี ก่อนจะเจอแรงกดดันในเดือนถัด ๆ มา จาก ความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรง และ ความกังวลต่อการเติบโตเศรษฐกิจ เมื่อปีดำเนินไป ข้อมูลเงินเฟ้อ กลายเป็นประเด็นหลักของนักลงทุน โดยเฉพาะหลัง ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับขึ้นเหนือคาดในช่วงกลางเดือนมกราคม ส่งผลให้ตลาดต้อง ปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ใหม่หลายครั้งตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง 

ช่วงกลางปี ตลาดเผชิญแรงขายรุนแรงจาก การยกระดับมาตรการภาษี โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมและเมษายน แต่ก็ฟื้นตัวได้จากมาตรการพยุงเศรษฐกิจของธนาคารกลางต่าง ๆ รวมถึง Federal Reserve และ Bank of England ที่ใช้ทั้งการลดดอกเบี้ยและมาตรการผ่อนคลายเพื่อรักษาเสถียรภาพ 

ครึ่งหลังของปี ตลาดกลับมาแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัย จาก กำไรภาคธุรกิจที่เติบโตดี และ การใช้จ่ายผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ก่อนจะทำสถิติใหม่ในเดือนธันวาคม ภาคเทคโนโลยีโดดเด่นเป็นแรงขับหลัก ขณะที่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และ ความไม่แน่นอนด้านการค้า ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงคอยกดดันบรรยากาศการลงทุน 

บทความนี้สรุปภาพรวมพัฒนาการเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวของตลาดตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2025 เพื่อสะท้อนว่าเหตุการณ์สำคัญเหล่านี้ได้หล่อหลอมภูมิทัศน์การเงินโลกอย่างไร 

ประเด็นสำคัญ (Key Takeaways): 

  • การเข้ารับตำแหน่งของ Donald Trump ในเดือนมกราคม 2025 นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มีผลต่อการเงินโลก 
  • เงินเฟ้อที่สูงขึ้นและทิศทางนโยบายการเงินที่เปลี่ยนไป เพิ่มความไม่แน่นอนและกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน 
  • ความตึงเครียดทางการค้าที่รุนแรงขึ้นก่อให้เกิดความผันผวน โดยมาตรการภาษีกับเศรษฐกิจหลักกระตุ้นแรงขายและชะลอการเติบโต 
  • ธนาคารกลางใช้นโยบายหลากหลาย ตั้งแต่การลดดอกเบี้ยถึงมาตรการผ่อนคลาย เพื่อประคองเศรษฐกิจ 
  • แม้เผชิญอุปสรรค ตลาดยังฟื้นตัวและทำสถิติสูงสุดปลายปี จากแรงหนุนของภาคเทคโนโลยีและกำไรบริษัทที่แข็งแกร่ง 

สรุปภาพรวมตลาดรายเดือน ปี 2025 

เดือน เหตุการณ์สำคัญ ผลกระทบต่อตลาด 
มกราคม CPI +0.5% (15 ม.ค.); พิธีสาบานตนของทรัมป์ (20 ม.ค.); ประชุม BOJ/Fed หุ้นปรับขึ้น +3.3%; S&P +2.7%; ตลาดลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยเหลือ 1 ครั้ง 
กุมภาพันธ์ S&P ทำจุดสูงสุดกลางเดือน; ประกาศภาษี (1 ก.พ., ต่อมาพักชั่วคราว); PCE 2.5% หุ้นสหรัฐปรับลง; ยุโรปปรับขึ้น; ผลตอบแทนพันธบัตรขึ้นสู่ 4.2% 
มีนาคม NASDAQ -8% (31 มี.ค.); ภาษีกับแคนาดา/เม็กซิโก/จีน; BoC ลดดอกเบี้ย S&P -5.63%; ทองคำ +9%; กังวลสภาวะ stagflation 
เมษายน ภาษี “Liberation Day” (2 เม.ย.); พักภาษี (9 เม.ย.); GDP -0.3% ตลาดร่วงแรงก่อนฟื้น; S&P +9.5%; Nasdaq +0.88% 
พฤษภาคม สงบศึกการค้าสหรัฐ–จีน; BoE ลดดอกเบี้ย; เงินเฟ้อญี่ปุ่น 3.5% S&P +5.6%; Nikkei +5%; ความผันผวนยังสูง 
มิถุนายน ทำจุดสูงใหม่ (20 มิ.ย.); ประชุมธนาคารกลาง; CPI 2.3% การฟื้นตัวต่อเนื่องจากเมษายน; หุ้นขนาดเล็กเด่น 
กรกฎาคม Fed ลดดอกเบี้ย 25bps; ตึงเครียดอิสราเอล–อิหร่าน กลุ่มเทคโนโลยีนำตลาด; เริ่มแนวโน้มขาขึ้น 
สิงหาคม ภาษีกับอินเดีย 50%; ผลประกอบการ Nvidia หุ้นอินเดีย/ไต้หวัน/เกาหลีใต้ปรับลง; ผันผวน 
กันยายน GDP +4.3%; Fed ลดดอกเบี้ย; ทองคำ +11% S&P +3.65%; Russell +12.4% 
ตุลาคม IMF คาดการณ์การเติบโต 3.0%; ภาษียังดำเนินต่อ เทคโนโลยีทำจุดสูง; S&P ทรงตัว 
พฤศจิกายน กำไรบริษัทดีกว่าคาด 81%, โต +13% YoY เทคโนโลยีแตะระดับ 130; ตลาดทรงตัว 
ธันวาคม ทำสถิติใหม่ (26 ธ.ค.): ทอง/เงิน/Dow เงิน $84; ดีล M&A $3.8 ล้านล้าน; บรรยากาศเชิงบวก 

มกราคม 2025: ความเชื่อมั่นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 

ปีเริ่มต้นด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของตลาดหุ้นโลก หลังนักลงทุนแสดงความเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจะเป็นไปอย่างราบรื่น ดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนมกราคม โดย 10 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ให้ผลตอบแทนเป็นบวก กลุ่มเฮลท์แคร์เป็นผู้นำการปรับขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทำผลงานต่ำกว่าตลาด จากความกังวลเกี่ยวกับท่าทีทางการเงินที่อาจตึงตัวมากขึ้น 

ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ประกาศในช่วงต้นเดือนเป็นตัวกำหนดบรรยากาศตลาด โดยรายงานการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 มกราคม สะท้อนจุดยืนที่ระมัดระวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ข้อมูลการว่างงานซึ่งประกาศในวันที่ 9–10 มกราคม แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐ 

ข้อมูลเงินเฟ้อที่ประกาศในช่วงกลางเดือนสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด โดย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 รายงานเงินเฟ้อที่ “ร้อนแรงกว่าคาด” นี้ ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองใหม่ต่อทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ โดยนักลงทุนลดคาดการณ์จำนวนครั้งของการปรับลดดอกเบี้ยในปี 2025 จากเดิม 4 ครั้ง เหลืออาจเพียง ครั้งเท่านั้น 

ขณะเดียวกัน การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 20 มกราคม ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายทันที รวมถึงการลาออกของ Gary Gensler ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) พัฒนาการดังกล่าวได้รับการตอบรับเชิงบวกจากตลาดคริปโทเคอร์เรนซี เนื่องจากถูกมองว่าเป็นสัญญาณของสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่อาจเอื้อมากขึ้นต่อสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ การเปิดตัวกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนใน Solana ยังช่วยหนุนความเชื่อมั่นในตลาดคริปโต ซึ่งเผชิญแรงกดดันมาอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2024 

กุมภาพันธ์ 2025: ความผันผวนท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย 

เดือนกุมภาพันธ์ ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จากความกังวลด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนด้านนโยบายในกรุงวอชิงตัน การประกาศมาตรการภาษีใหม่เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เพิ่มความกังวลให้กับนักลงทุน แม้ว่าการบังคับใช้จะถูกเลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 4 มีนาคมก็ตาม 

ข้อมูลเงินเฟ้อในเดือนนี้ส่งสัญญาณที่หลากหลาย โดย ดัชนีราคา PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อสำคัญ อยู่ที่ระดับ 2.5% ขณะที่อัตราการเพิ่มขึ้นของ CPI โดยรวมชะลอลงเหลือ 0.2% อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงทรงตัว ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องรักษาท่าทีที่ระมัดระวังต่อไป 

แม้เผชิญแรงกดดันเหล่านี้ ดัชนี S&P 500 ยังสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลในช่วงกลางเดือน ก่อนที่บรรยากาศตลาดจะพลิกเป็นลบอย่างรวดเร็ว ตลาดยุโรปทำผลงานได้ดีกว่า โดยตลาดหุ้นโปแลนด์พุ่งขึ้นจากความหวังเกี่ยวกับการคลี่คลายความขัดแย้งในยูเครน ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นไต้หวันอ่อนตัวลงจากมาตรการภาษีด้านเซมิคอนดักเตอร์ในยุคทรัมป์ ซึ่งพุ่งเป้าไปยังห่วงโซ่อุปทานของจีนและไต้หวัน 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี ลดลงสู่ระดับ 4.2% ซึ่งช่วยหนุนราคาพันธบัตร แต่กลับเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้นในช่วงที่ความผันผวนเพิ่มสูง 

มีนาคม 2025: ความตึงเครียดทางการค้าจุดชนวนแรงขายทั่วตลาด 

เดือนมีนาคมเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผันผวนที่สุดของปี เมื่อความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงนำไปสู่แรงขายครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นทั่วโลก เมื่อวันที่ 31 มีนาคม สหรัฐประกาศเก็บภาษี 25% ต่อแคนาดาและเม็กซิโก และ 20% ต่อจีน พร้อมทั้งมีการหารือเกี่ยวกับการเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้านำเข้าจากรัสเซีย 

ตลาดตอบสนองอย่างรุนแรง ดัชนี NASDAQ ร่วงลงมากกว่า 8% ในเดือนเดียว ขณะที่ S&P 500 ลดลง 5.63% ดัชนีในยุโรปและเอเชียก็ปรับตัวลงอย่างมีนัย โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น และดัชนียุโรปหลายแห่งลดลงในช่วง 2%–4% 

ในบรรยากาศแบบหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off) ราคาทองคำโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยพุ่งขึ้น 9% ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสิบปี ท่ามกลางความกังวลเรื่อง stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจซบเซาควบคู่เงินเฟ้อสูง 

ธนาคารกลางทั่วโลกตอบสนองต่อความปั่นป่วนด้วยแนวทางที่แตกต่างกัน ธนาคารกลางแคนาดา ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 basis points เหลือ 2.75% ขณะที่รัสเซียเผชิญเงินเฟ้อพุ่งขึ้นถึง 10.1% เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นของนโยบายการเงินทั่วโลก ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ 

เมษายน 2025: ความผันผวนรุนแรงจากการกลับลำมาตรการภาษี 

เดือนเมษายนเริ่มต้นด้วยแรงกระแทกครั้งใหม่ต่อตลาดการเงิน เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี “Liberation Day” ในวันที่ 2 เมษายน ส่งผลให้เกิดแรงขายรุนแรงที่สุดวันหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ ดัชนี S&P 500 และ Dow Jones ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สามติดต่อกัน (-0.68% และ -3.08% ตามลำดับ) และทั้งสองดัชนีเข้าสู่ภาวะตลาดหมีชั่วคราว จากความกังวลว่าสงครามการค้าอาจยืดเยื้อ 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทันที โดย GDP สหรัฐไตรมาส หดตัว 0.3% จากการเร่งนำเข้าก่อนภาษีมีผลบังคับใช้ การคาดการณ์เงินเฟ้อถูกปรับขึ้น โดย CPI ถูกคาดว่าจะพุ่งสู่ 3.5% ในช่วงถัดไป ทำให้แนวโน้มนโยบายของเฟดยิ่งซับซ้อน 

อย่างไรก็ตาม วันที่ 9 เมษายน ตลาดกลับทิศอย่างรุนแรง หลังทรัมป์ประกาศ พักการใช้มาตรการภาษีชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้การเจรจากับประเทศคู่ค้าหลัก การตัดสินใจนี้จุดชนวนแรงซื้อกลับอย่างรุนแรง โดย S&P 500 พุ่งขึ้น 9.5% ในวันเดียว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 ขณะที่ NASDAQ ปรับขึ้น 0.88% จากแรงหนุนของผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ 

พฤษภาคม 2025: คลายความตึงเครียด หนุนการฟื้นตัว 

การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าในเดือนพฤษภาคมช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดโลก ข้อตกลงการค้าเบื้องต้นระหว่างสหรัฐและสหราชอาณาจักร รวมถึงการพักศึกชั่วคราวในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ–จีน ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด 

ธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญในการพยุงตลาด ธนาคารกลางอังกฤษ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ 4.25% เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ขณะที่ ธนาคารกลางจีน ส่งสัญญาณพร้อมใช้มาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม ญี่ปุ่นเผชิญเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นสู่ 3.5% กดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องทบทวนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ 

ปัจจัยเหล่านี้ช่วยหนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในวงกว้าง โดย S&P 500 เพิ่มขึ้น 5.6% ในเดือนนี้ และ Nikkei 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 5% จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทส่งออก 

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นรับมือกับสภาพตลาดที่ผันผวนเช่นนี้ แหล่งความรู้ด้าน Forex Trading Basics เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าใจพื้นฐานการซื้อขายค่าเงินและการบริหารความเสี่ยง 

มิถุนายน 2025: กลับสู่จุดสูงของตลาด 

เดือนมิถุนายนถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อความเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นตัวและดัชนีหุ้นหลักสามารถฟื้นกลับจากการร่วงแรงในเดือนเมษายนได้อย่างเต็มที่ การประชุมของธนาคารกลางหลักหลายแห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (29 มิ.ย.), ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น เพิ่มความผันผวนระยะสั้น แต่ท้ายที่สุดช่วยตอกย้ำความคาดหวังว่านโยบายการเงินอาจผ่อนคลายมากขึ้นในช่วงปลายปี 

เงินเฟ้อพื้นฐานสหรัฐชะลอลงสู่ 2.3% ช่วยคลายความกังวลและหนุนความหวังต่อการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม หุ้นโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันที่ 20 มิถุนายน นำโดยหุ้นขนาดเล็กที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ จากความเชื่อมั่นต่อสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์เท่าเทียมกัน หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือ “Magnificent Seven” ยังทำผลงานต่ำกว่าตลาดเมื่อพิจารณาตามน้ำหนักมูลค่าตลาด 

กรกฎาคม 2025: ตลาดทรงตัวท่ามกลางความเหนื่อยล้าของผู้บริโภค 

ตลาดในเดือนกรกฎาคมทรงตัว แม้จะมีสัญญาณความอ่อนแรงของผู้บริโภคและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดดอกเบี้ย 25 basis points สู่กรอบ 4.00%–4.25% โดยเปลี่ยนโฟกัสจากเงินเฟ้อไปยังตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว 

ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน อย่างไรก็ดี ความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงหนุนกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.5% ในเดือนนี้ 

สิงหาคม 2025: ความผันผวนจากการขึ้นภาษี 

เดือนสิงหาคม ความผันผวนกลับมาอีกครั้ง จากผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Nvidia (ประกาศ 27 ส.ค.) และข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐ สหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเป็น 50% เพื่อตอบโต้การนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินเดียร่วงแรง 

ตลาดเทคโนโลยีในไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวลงเช่นกัน ดัชนี S&P 500 ลดลงเล็กน้อย 0.4% ในเดือนนี้ จากความกังวลผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจโลก 

กันยายน 2025: เศรษฐกิจแข็งแกร่งท่ามกลางการลดดอกเบี้ย 

กันยายนเป็นเดือนสำคัญเมื่อเฟดปรับลดดอกเบี้ยอีก 25 basis points สู่กรอบ 4.00%–4.25% ซึ่งถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ผ่อนคลายเป็นขั้นตอน GDP ไตรมาส 3 เติบโต 4.3% จากกำไรภาคธุรกิจและการใช้จ่ายผู้บริโภคที่แข็งแรง 

ราคาทองคำพุ่งขึ้น 11% จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย S&P 500 เพิ่มขึ้น 3.65%Nikkei +6.5%, และ Russell 2000 +12.4% สะท้อนการฟื้นตัวในวงกว้างของตลาด 

ตุลาคม 2025: มองบวกอย่างระมัดระวังท่ามกลางคาดการณ์เศรษฐกิจโลก 

เดือนตุลาคม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2025 เหลือ 3.0% พร้อมเตือนถึง “ความยืดหยุ่นที่เปราะบาง” จากผลกระทบภาษีและความระมัดระวังของธนาคารกลาง แม้เช่นนั้น กลุ่มเทคโนโลยีกลับทำจุดสูงใหม่ ขณะที่ S&P 500 โดยรวมทรงตัว 

พฤศจิกายน 2025: ฤดูงบแข็งแกร่งช่วยพยุงตลาด 

เมื่อฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 สิ้นสุดลง 81% ของบริษัทใน S&P 500 รายงานกำไรดีกว่าคาด กำไรเติบโต 13% YoY ช่วยให้ตลาดทรงตัว แม้ความไม่แน่นอนด้านการค้าและเงินเฟ้อยังดำรงอยู่ 

ธันวาคม 2025: ปิดปีด้วยสถิติใหม่ท่ามกลางความหวังอย่างระมัดระวัง 

ตลาดปิดปีอย่างแข็งแกร่งในวันที่ 26 ธันวาคม โดย ทองคำ เงิน และ Dow Jones ทำสถิติสูงสุดใหม่ ราคาเงินพุ่งแตะ 84 ดอลลาร์ ชั่วคราว จากการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟดในปี 2026 มูลค่าดีล M&A ทั่วโลกแตะ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ 

บทสรุป 

ครึ่งแรกของปี 2025 เต็มไปด้วยความผันผวน จากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เงินเฟ้อ และความตึงเครียดทางการค้า แม้บางช่วงตลาดฟื้นตัวจากความเชื่อมั่น แต่แรงกดดันอย่างภาษีและความเสี่ยง stagflation ยังคงทำให้ตลาดต้องระมัดระวัง 
เมื่อมองไปข้างหน้า การเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของตลาดยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน และ Fortune Prime Global ยังคงมุ่งสนับสนุนนักเทรดด้วยเครื่องมือและข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อการตัดสินใจอย่างรอบคอบในโลกการเงินที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

2025 Year in Review Political Shifts and Trade Tensions Reshape Markets

Table of Contents

FOREX EDUCATION

Forex Trading Basics
Platform Navigation

CURRENCY PAIRS

RECENT ARTICLES

WeChat: FPG_01

Please add the WeChat FPG_01, or scan the QR code.